ภาพยนตร์ เหตุผล และหัวใจ บทวิจารณ์ "คู่กรรม" เวอร์ชั่น 2013 (สปอยล์)





คู่กรรมเวอร์ชั่นนี้มีความเป็นภาพยนตร์สูงมาก มีเทคนิคและชั้นเชิงในการเล่าเรื่องที่เป็นศิลปะตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครไม่มาก บทพูดไม่เยอะ เดินเรื่องกระชับเรียบง่าย และมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวความรักของโกโบริและอังศุมาลินเท่านั้น เนื้อหาอื่นๆถูกละไว้เพื่อให้ผู้ชมล่องลอยไปกับความรักของคนสองคนอย่างเต็มที่ หากจะดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก ลองวางหนังสือที่เคยอ่าน ปิดเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล แล้วเปิดหัวใจรับความรู้สึกที่สวยงามของตัวละครทั้งคู่ให้เต็มที่


คำเตือน

1. บทวิจารณ์นี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดูและคิดว่าจะไปดู เพราะมีการเปิดเผยเนื้อหาในหนังบางส่วน
2. บทวิจารณ์ในส่วนที่สอง คือสิ่งที่ผู้เขียนตีความเอาเอง ไม่ใช่ความถูกต้องและไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยในทุกประการครับ ^^


ส่วนแรก : คู่กรรม 2013 คือ ความรักของโกโบริและอังศุมาลินเท่านั้น

การเปิดเรื่องและไตเติ้ล 

หนังเปิดเรื่องมาด้วยการเกริ่นนำถึงโกโบริก่อน และตามด้วยไตเติ้ลที่เป็นอนิเมชั่นง่ายๆ ผสมกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น ยอมรับว่าขัดความรู้สึกอยู่ไม่น้อย ที่ทำไตเติ้ลออกมาซะน่ารักขนาดนี้ (นึกว่าจะมีโดราเอมอนโผล่มาด้วยซะแล้ว) แต่เดาเอาว่าที่เลือกนำเสนอแบบนี้เพราะตั้งใจทำให้ภาพของทหารญี่ปุ่นดูดีไม่มีพิษภัย และเพื่อสร้างอารมณ์ให้คนดูสนุกให้ภาพยนตร์ในช่วงแรกก่อน ถ้าไม่มีความสนุกความน่ารักของพระนางในตอนแรกๆ หนังอาจจะเบื่อเพราะอารมณ์เดียวไปทั้งเรื่องเลยก็ได้ โดยรวมเลยคิดว่าโอเคครับ ^^ 


การดำเนินเรื่อง

ผมอาจจะบ่อน้ำตาตื้นกว่าปกตินิดหน่อย แต่ผู้ชายคนหนึ่งจะร้องไห้ในโรงหนังได้กี่ครั้ง หนังเรื่องนี้ทำให้ผมร้องไห้แบบหนักหน่วงได้ถึงสองรอบ เพราะว่ามัน “อิน” กับหนังแบบสุดๆ การดำเนินเรื่องโดยเน้นไปที่ความรักของโกโบริกับอังศุมาลินเพียงอย่างเดียว ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังมาก หนังค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครไปเรื่อยๆโดยไม่มีการเล่าเรื่องแบบหวือหวา ใช้แค่ภาพที่สวยงามกับบทบาทของโกโบริและอังศุมาลินล้วนๆ ทำให้เราต้องเชียร์โกโบริไปเรื่อยๆ และสับสนไปกับความรู้สึกในใจของอังศุมาลิน 
แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ หนังจงใจกระโดดข้ามเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือไปเลย ทำให้รู้สึกว่าไม่มีที่มาที่ไปก่อนมาถึงฉากนั้น แฟนๆที่รู้จักคู่กรรมดีอยู่แล้วจะขัดใจบ้าง ผมเข้าใจความรู้สึกของแฟนๆคู่กรรมครับ แต่เดาว่าผู้กำกับเลือกจะไม่นำเสนอตามเนื้อเรื่องเดิมทั้งหมดเพราะไม่อยากให้อารมณ์สะดุด และเพื่อไม่ให้ภาพของโกโบริดูเป็นคนโหดร้าย ขัดกับความรู้สึกที่ปูมาตลอดเท่านั้นเองครับ  

การแสดงของตัวละคร


ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเห็นด้วยถ้าจะบอกว่าณเดชเล่นดีมาก การที่หนังเน้นอยู่ที่ตัวละครสองตัวเท่านั้น และยังสร้างปมความแตกต่างทางเชื้อชาติและความคิด ระหว่างโกโบริและอังศุมาลินไว้อีก เลยจำเป็นมากที่ต้องทำให้คนดูเชื่อว่า ณเดช เป็นคนญี่ปุ่นจริงๆให้ได้ ซึ่ง ณเดช ก็ทำได้ดีสมกับที่มีนามสกุลว่า “คูกิมิยะ” เลยครับ (เกี่ยวไหมเนี่ยย)

ในส่วนของริชชี่ที่รับบทเป็นอังศุมาลิน ผมคิดว่าริชชี่ไม่จำเป็นต้องเหมือนอังศุมาลินคนก่อนๆ แถมการเป็น ริชชี่ ยังได้เปรียบเรื่องความน่ารักใสๆได้ และสามารถแสดงความนิ่ง ให้คนดูได้เดาใจไปพร้อมๆกันได้ด้วย เพราะบทมันบังคับให้ต้องนิ่ง ต้องใจแข็ง ต้องแสดงความสับสนในใจให้ได้ ตรงนี้ริชชี่ก็ถ่ายทอดได้ดี แต่จะตำหนิเรื่องบุคลิกโดยรวมของริชชี่ เช่น สำเนียงการพูด และภาษากายที่ดูเด็กไปหน่อย ทำให้ซีนอารมณ์บางฉากดูอ่อนลงไป ถ้าเห็นแค่หน้าอย่างเดียว การแสดงออกทางสีหน้าผมคิดว่าทำได้ดีกว่ามากครับ ดังนั้นผมว่าริชชี่สอบผ่าน แต่คะแนนยังไม่ดีมากครับ (อาจเป็นเพราะนามสกุล “คีตาบาเล่” ของริชชี่ก็เป็นได้ ^^)

สุดท้ายที่คิดว่าควรจะดีกว่านี้คือการแสดงของประกอบหลายๆตัว ที่แม้จะมีบทไม่มาก แต่ก็ยังแข็งๆไม่เป็นธรรมชาติเท่าไร ซึ่งถ้าแสดงได้ดีกว่านี้จะเสริมพลังให้ตัวละครหลักได้อีกมากครับ

บทพูด

หนังจะไม่ใช้บทสนทนาเพื่อการเล่าเรื่องพรำ่เพรื่อ จะพูดเพื่อเล่าเรื่องในส่วนที่ต้องเล่าเท่านั้น คำพูดของตัวละครจะซื่อตรงกับคาแร็กเตอร์ที่สุด อธิบายได้ว่าอังศุมาลินที่พูดน้อยก็พูดน้อยจริงๆ พูดไม่หมดเหมือนที่ใจคิดจะพูดตลอดเวลา (รู้ไปหมดขนาดนั้นเลย) ส่วนโกโบริก็จะมีบทพูดที่ใสบริสุทธิ์มาก ในอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดของโกโบริ ก็ยังพูดออกมาได้เป็นโกโบริคนเดิมที่รักและเทิดทูนอังศุมาลินอย่างสุดหัวใจ ไม่นับรวมคำพูดอีกหลายๆประโยคที่ทรงพลังและสื่อความหมายได้งดงามมาก ทั้งที่พูดกันง่ายๆ คงเป็นเพราะอารมณ์ของหนังที่ทำให้ประโยคง่ายๆกลายเป็นประโยคที่ซาบซึ้งกินใจขึ้นมาได้มั้งครับ หรือจะเป็นกุศโลบายของหนัง ที่จงใจเก็บคำหวานไว้ตอนท้ายสุดของเรื่องให้ได้ฟินกันก็เป็นได้  

ฉากและเสื้อผ้า

ในเรื่องตั้งใจให้ฉากและเสื้อผ้าออกแนวใหม่เอี่ยม สะอาดสะอ้าน ร่วมสมัยนิดๆ ซึ่งอาจไม่เหมือนกับความคาดหวังของคนส่วนใหญ่ครับ แต่ถ้าถามว่าลงตัวไหมผมว่าลงตัวกับนักแสดงนะ รายละเอียดความถูกต้องของฉากและเสื้อผ้าผมคงไม่ลงละเอียดครับ แต่โดยรวมดูว่าโอเคไม่มีอะไรขัดตาก็ใช้ได้ ผ่านครับ (คงโดนสับเรื่องเสาอากาศทีวีมาเยอะแล้วล่ะ อิอิ) 

การถ่ายภาพและการจัดองค์ประกอบภาพ

น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองของหนังเรื่องนี้ รองมาจากการแสดงของณเดชครับ การวางมุมกล้อง เลือกช็อตถ่ายได้สวยมาก รู้สึกได้ถึงความใส่ใจในทุกช็อต ซีนธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับไม่ต้องพูดถึงซีนอลังการอย่างตอนแต่งงานก็ได้ แต่ที่ชอบที่สุดเลยคือฉากทิ้งระเบิดบนสะพาน ที่ใช้การเล่นกับควันได้สวยงามมาก เป็นความหายนะที่แสนโรแมนติก อีกอันคือฉากที่โกโบริโดนกองซากรถไฟทับอยู่ แล้วโผล่ขึ้นมาแค่มือยื่นออกมา สวยและมีพลังมากๆ การสื่อสารด้วยภาพที่ดีนี่เองที่ทำให้คนดูอินไปกับหนังได้โดยไม่รู้ตัว  เดี๋ยวจะไปพูดถึงอีกทีในส่วนที่สอง ลองอ่านกันดู  

การตัดต่อ

โดยรวมถือว่าดีนะครับ ตัดต่อราบลื่นไม่กระโดดไปมา (ถ้าไม่มองที่เนื้อหาที่ถูกข้ามไปโดยตั้งใจ) เล่าเรื่องแบบง่ายๆไม่ว่าหวือหวา เป็นเส้นตรงไม่ต้องหลอกล่ออะไร ใช้การเปลี่ยนฉากแบบเรียบๆ นิ่งๆ ออกแนวญี่ปุ่นๆหน่อย ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบและไม่ได้เกลียดครับ แค่ไม่ขัดจังหวะ ขัดอารมณ์ของหนังก็โอเคแล้ว ...แต่ที่ชอบที่สุดคือฉากเลิฟซีนที่ “ไม่ตัดต่อ” นะครับนะ การไม่ตัดต่อก็ถือเป็นการตัดต่ออย่างนึงนะเอ้อ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูอย่าเพิ่งคิดลึก เดี๋ยวเล่าให้ฟัง

ดนตรีและเพลงประกอบ

หนังเรื่องนี้มีซีนอารมณ์ที่ค่อนข้างทรงพลังครับ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ทรงพลังขนาดนี้ต้องยกเครดิตให้ดนตรีประกอบที่เข้าออกได้ถูกที่ถูกเวลาทุกครั้ง สังเกตุได้ว่าก่อนเพลงจะเข้า อารมณ์จะถูกผลักและทิ้งช่วงให้คนดูรุ้สึกตามก่อนแวบนึงเสมอ พอดนตรีขึ้นก็เหมือนเปิดสวิตช์ที่เบ้าตาทันที (น้ำตาปริ่มทุกที ก็มันอินอยู่แล้วนิ) ส่วนเพลงประกอบหนังที่ได้ฟังจนติดหูกันไปก่อนหนังจะเข้าฉายแล้วคงไม่ต้องวิจารณ์อะไรมากมายนะครับ พิสูจน์ได้จากจำนวนคนที่นำไปคัฟเวอร์แล้วว่าดีแค่ไหน





ส่วนที่สอง : อาหารความคิด


หนังที่เรียกร้องให้คนดูคิดเยอะๆก็สนุกตรงนี้ใช่ไหมครับ ใครรู้สึกอะไรเห็นยังไงลองมาแชร์กันได้ครับ


แสงตะวันในใจพ่อดอกมะลิ 

ไม่ว่าผู้กำกับจะตั้งใจทำออกมาหรือไม่ ผมสังเกตุได้ดังนี้ครับว่า เมื่ออังศุมาลินเมื่อกลายเป็นฮิเดโกะแล้ว ฉากใดที่ปรากฏตัวพร้อมกับโกโบริ หนังก็ตั้งใจวางมุมกล้องให้ฮิเดโกะอยู่ตรงกับดวงอาทิตย์เสมอ เหมือนพยายามสื่อให้เห็นว่าเป็นเหมือนแสงตะวันของโกโบริจริงๆ ซึ่งถ่ายภาพออกมาได้สวยงามแทบทุกช็อต แลถ้าสังเกตุให้ดี ตอนที่โกโบริเรียกอังศุมาลินว่าฮิเดโกะครั้งแรกเราจะเห็นว่าพระอาทิตย์กำลังขึึ้น และครั้งสุดท้ายที่อังศุมาลินอยู่กับโกโบริ ก่อนที่โกโบริจะตาย เราจะเห็นเป็นพระอาทิตย์กำลังตก 

** แก้ไขเพิ่มเติม จำผิดครับ ไม่ใช่พระอาทิตย์ตก แต่เป็นพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้งหลังจากที่โกโบรินอนตากฝนมาทั้งคืนครับ ฉะนั้นก่อนตายโกโบริพูดประมาณว่า "ทำไมฟ้ามืดจัง ผมมองไม่เห็นคุณแล้ว" ทั้งที่จริงพระอาทิตย์กำลังขึ้น น่าจะสื่อความหมายว่าอังศุามาลินไม่อาจเป็นพระอาทิตย์ของโกโบริได้อีกแล้ว 

จะว่าไปทมยันตีเองก็วางพล็อตได้ลึกซึ้งจริงๆครับ โกโบริเองที่เป็นคนญี่ปุ่น มีเกียรติและศักดิ์ศรีแบบลูกพระอาทิตย์ กลับต้องมาเลือกระหว่างพระอาทิตย์สองดวง คือ ชาติกำเนิดตัวเองและผู้หญิงที่ตนรัก ซึ่งโกโบริเองก็รักและเทิดทูนพระอาทิตย์ทั้งสองดวงไม่แพ้กันเลยทีเดียว น่านับถือมาก

สิ่งที่คั่นกลางระหว่างคนสองคน 

ตลอดทั้งเรื่องเต็มไปด้วยสัญญะที่แสดงออกมาเป็นภาพ ว่ามีอะไรคั่นกลางระหว่างโกโบริและอังศุมาลิน อยู่เสมอ ไม่ว่าจะการวางมุมกล้องให้จากด้านบนให้เห็นฉากกั้นในตอนนอนอยู่ในห้องเดียวกัน  และอีกหลายๆฉากที่สื่อความหมายด้วยภาพแบบนี้ จนกระทั่งเรื่องดำเนินไปจนถึงฉากเลิฟซีนนั่นแหละ (จะเลิฟกันแล้วคงไม่มีอะไรมากั้นได้จริงไหม)

อังศุมาลินกำลังคิดอะไร 


ในหนังมีการวางช็อตให้จับไปที่หน้าของอังศุมาลินนิ่งๆหลายต่อหลายช็อต ผมเชื่อว่าจงใจทำเพื่อทิ้งช่วงให้คนดูได้คิด เดาสิ่งที่อยู่ในใจอังศุมาลิน แต่รู้มาว่าในรอบสื่อมวลชน ช็อตพวกนี้จะมีเสียงความคิดของอังศุมาลินออกมาให้ได้ยินด้วย แล้วก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักจนต้องตัดออก ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างมากที่ตัดออก แม้ต้องแลกกับความไม่เข้าใจของคนดูบางส่วน แต่ผมว่าเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวหนังเอง เปิดช่องให้คนตีความและคิดตามไปกับความนิ่งของอังศุมาลินได้มากทีเดียว แม้จะรู้ว่าเป็นจุดที่ได้รับการแก้ไข แต่ก็ชอบอยู่ดีครับ

สารภาพว่าในฉากแต่งงาน ตอนที่กล้องจับไปที่หน้าของอังศุมาลินนิ่งๆ ผมคิดว่าเห็นรอยยิ้มนิดๆบนหน้าของอังศุมาลินครับ ถ้าไม่ใช่เพราะริชชี่แอบยิ้มจริงๆ ก็คงเป็นเพราะผมอินกับหนังแล้วนั่นเองครับ จะมีใครเห็นแบบผมบ้างหรือเปล่า

ออกจากความคิดฉันไปได้แล้ว 

หลังจากที่กล้องค้างไว้ที่หน้าอังศุมาลินแล้ว บางครั้งจะตามมาด้วยการหลับตาแล้วเปลี่ยนซีนครับ  หลับตาเพราะอะไรลองคิดกันดู

สะพานสื่อความหมาย 

ในหลายๆตอนที่โกโบริและอังศุมาลินมีปัญหากัน ความคิดไม่ตรงกัน เราจะเห็นว่าเกิดขึ้นบนสะพานเสมอครับ ผมตีความว่าหนังเลือกฉากบนสะพานมาย้ำบ่อยๆเพื่อสื่อถึงการพยายามเชื่อมเข้าหากันของทั้งคู่ อีกทั้งยังสื่อถึงอุปสรรคที่มันจะเกิดกับทั้งสองคนในฉากที่สะพานโดนทิ้งระเบิดด้วย ฉากนั้นอังศุมาลินยืนทะเลาะกับตัวเองบนสะพาน เมื่อหันมาก็เจอโกโบริอีกแล้ว “ทำไมเขาต้องมาอยู่ตรงนี้ทุกทีเลยนะ” (อะไรทำนองนั้น อิอิ) หลังจากนั้นเธอก็สมยอมซ้อนท้ายพ่อดอกมะลิไปอย่างเต็มใจ... เอ่อเต็มใจแวบนึงแล้วก็นิ่งเหมือนเดิม (ซูมที่หน้าอีกแล้ว)

ความมืดและความสว่าง 

ถ้าผมไม่ได้คิดมากไปเองคนเดียว จะสังเกตุได้ชัดเจนว่าฉากไหนที่พระนางเข้าใจกันดี หรือเนื้อเรื่องดีดีกำลังดำเนินอยู่มักจะเป็นฉากกลางวันที่สว่างครับ แต่เมื่อไรที่เริ่มทิ้งระเบิด เมื่ออังศุมาลินเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือขบวนการเสรีไทย ฟ้าจะมืดเร็วมาก
เหตุผลอีกอย่างที่สนับสนุนความคิดนี้คือตอนท้ายเรื่อง ซึ่งเป็นฉากที่ผมชอบมากฉากหนึ่ง หลังจากอังศุมาลินมาพบโกโบริซึ่งโดนระเบิดและกำลังจะตาย เมื่อสารภาพรักกันเรียบร้อยโกโบริก็พูดขึ้นมา ประมาณว่า "ทำไมท้องฟ้าถึงมืดจัง ผมมองไม่เห็นคุณแล้ว" ทั้งที่พระอาทิตย์แค่กำลังตกดินเท่านั้น ยังไม่มืดจนถึงกับมองไม่เห็น หลายคนคงบอกว่าผมคิดมาก แล้วคุณล่ะครับคิดยังไง

ฉากเลิฟซีนที่รุนแรง แต่เต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน

คงเป็นฉากเดียวที่ไม่ต้องคิดมาก ทุกคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะต้องชอบฉากนี้ครับ ความพิเศษของฉากนี้มีอยู่หลายประการ อย่างแรกคือการถ่ายแบบเกืิอบจะลองช็อต จำได้ว่ามีตัดต่อเหมือนกันแต่น้อยมาก ให้บิ้ลอารมณ์กันเต็มที่ พอบวกกับการแสดงของ ณเดชและริชชี่ที่ไหลลื่น ทำให้ฉากนี้มีพลัง และสื่ออารมณ์ได้รุนแรงและหลากหลายมาก คนที่ไม่ได้ดูคิดไปไกลแล้วสิ แต่ประเดี๋ยวก่อน ฉากนี้แม้ไม่มีโป๊เลยนะครับ เสื้อนางเอกก็ยังไม่ทันได้ถอดแล้วทำอะไรกันยังไง ตรงนี้อธิบายให้ฟังได้ยากจริงๆ ถ้าได้ดูจะเข้าใจและรู้สึกได้เลยว่าโกโบรินั้นเทิดทูนอังศุมาลินแค่ไหน บริสุทธิ์แค่ไหน ไม่ทำให้เสียความรู้สึกที่ปูมาตลอดทั้งเรื่อง ส่วนแม่อังศุมาลินก็หวานอมขมกลืน ทั้งรังทั้งชังโกโบริได้พร้อมๆกัน ขอชื่นชมและยกย่องให้เป็นฉากเลิฟซีนสวยงาม และดีที่สุดฉากหนึ่งของหนังไทยเลยครับ

สิ่งที่ประทับใจที่สุดในหนัง

สำหรับผมความประทับที่สุดในหนังมีสองอย่างคือ การเล่าเรื่องความรักได้ถึงอารมณ์มากๆ ไม่ใช่ว่ารุนแรงถึงใจ แต่ใสบริสุทธิ์ซะจนซาบซึ้งมากๆ ไม่เสียความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการให้หนังออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ และต้องให้เครดิตองค์ประกอบทุกอย่าง โดยเฉพาะการแสดงของณเดช หรือแม้กระทั้งความนิ่งของอังศุมาลิน ที่ถ้าไม่นิ่งขนาดนี้ ใจแข็งขนาดนี้ ผมคงไม่อินกับบทโกโบริได้ขนาดนี้ (ออกจากโรงมาตาแดงฉ่ำเลย) และที่ชอบรองลงมาคือความสวยงามในการจัดองค์ประกอบภาพในฉากต่างๆที่สื่อความหมายได้ตลอดเวลา นับถือๆ

ฉากที่ประทับใจที่สุด

ประทับใจหลายฉากมาก แต่ที่แปลกใหม่จริงๆและไม่คิดว่าจะได้เห็นคือฉากเลิฟซีนที่เขียนไปก่อนหน้า และฉากทิ้งระเบิดที่ใช้ควันมาคลุมโกโบริกับอังศุมาลินไว้ โรแมนติกมากๆครับ แต่ฉากที่ผมร้องไห้คือฉากที่คุยกันริมตรงท่าน้ำ แล้วโกโบริพูดว่า “คุณมีเหตุผลของคุณ ผมมีหัวใจของผมก็พอ” ถึงจะได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง แต่ถึงจุดที่มันมาโผล่ในหนังจริงๆมันอยู่ถูกที่ถูกเวลาเอามากๆ (สำหรับผมนะ) สุดท้ายก็คือฉากก่อนตายที่โกโบริขอให้อังศุมาลินยิ้มให้ดู แล้วอังศุมาลินถามประมาณว่า “คุณชอบรอยยิ้มของชั้นเหรอ” โกโบริก็ตอบว่า “ผมชอบทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ” .... จุกเลยครับประโยคง่ายๆแค่นี้ 

สรุปว่าผมชอบคู่กรรมเวอร์ชั่นนี้มาก ใครที่ยังไม่ได้ดูถ้าชอบหนังภาพสวย เรียบง่ายโรแมนติก มีอะไรให้คิดเยอะ ขอให้ลองไปดูแล้วมาคุยมาแชร์กัน ส่วนใครที่ชอบหนังที่เข้าใจง่าย ดูสนุก ไม่ต้องคิดอะไรมากขอให้ผ่านไปก่อนครับ 



Popular posts from this blog

[Review] เจาะการใช้งาน Mazda 2 Skyactiv 1.3 High Plus (รีวิวภาคสอง)

[Review] รีวิว แกะกล่อง ลองเล่น Remax CX-01 กล้องติดรถยนต์

[Review] รีวิวรถ Mazda 2 Skyactiv แบบบ้านๆ