[Review] รีวิว Jawbone UP สายรัดข้อมืออัจฉริยะเพื่อสุขภาพ + แอพพลิเคชั่น UP (ตอนที่ 2)

มาต่อกันที่การรีวิวตอนที่สองตามสัญญานะครับ หลังจากที่รีวิวตัวสายรัดไปแล้ว ใครที่ยังไม่ได้อ่านสามารถย้อนกลับไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ [Review] รีวิว Jawbone UP สายรัดข้อมืออัจฉริยะเพื่อสุขภาพ + แอพพลิเคชั่น UP


การใช้งาน Jawbone UP ร่วมกับแอพพลิเคชั่น UP ต้องทำการเสียบ sync ข้อมูลผ่านรูเสียบหูฟังก่อนครับ ในการใช้งานครั้งแรกแอพจะให้เราลงทะเบียนและใส่ข้อมูลส่วนตัว เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก อายุ และระดับความหนักเบาของกิจกรรมที่ทำในระหว่างวัน เพื่อที่แอพจะคำนวนแคลอรี่ที่เราต้องได้รับแต่ละวันให้ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็พร้อมใช้งานได้

*เพิ่มเติม - แอพพลิเคชั่น UP ตอนนี้มีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android แล้วนะครับ สำหรับใครที่ใช้มือถือแอนดรอยรุ่นไหนลองเข้าไปเช็คได้ว่ามือถือของคุณสามารถใช้แอพ UP ได้ไหมที่ รายชื่ออุปกรณ์ที่รองรับ

เมื่อเปิดแอพขึ้นมาแล้วเสียบสายรัดเข้าไป จะทำการซิงค์ข้อมูลระหว่างสายรัดกับแอพ จะมีสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์กระพริบเป็นสีแดงสลับเขียว ซึ่งผมพบว่าบางครั้งจะไม่ยอมซิงค์ให้อัตโนมัติ ใหเลองถอดแล้วเสียบใหม่ดูก็จะติดนะครับ แอพจะทำการดึงข้อมูลจากสายรัดออกมา ข้อมูลที่ได้ก็จะมีทั้งจำนวนก้าวที่เดิน ระยะทาง เวลา ถ้ามีบันทึกการนอนในโหมด Sleep ก็จะดึงข้อมูลการนอนมาด้วย ซึ่งตรงนี้ผมว่าเจ๋งมาก แอพจะแสดงให้เห็นเลยว่าเราหลับลึกไปกี่ชั่วโมง หลับตื้นกี่ชั่วโมง กว่าจะหลับใช้เวลาเท่าไร นอนนานเท่าไรอะไรแบบนี้



เมื่อเสียบซิงค์แล้วรูปพระอาทิตย์จะกระพริบสีแดงสลับเขียว (ถ่ายสีเขียวไม่ได้ขออภัย --") การซิงค์ก็ใช้เวลาไม่นาน พร้อมบอกปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่เสร็จสรรพ

น่าสังเกตว่า Jawbone ที่เป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไร้สายเจ้าใหญ่เจ้านึง มีผลิตภัณฑ์จำพวกใช้บลูธูทเยอะแยะ (เช่นลำโพงและแฮนด์ฟรี) แต่กลับไม่ยอมใส่บลูธูทเข้าไปในสายรีดข้อมือเพื่อให้ซิงค์แบบไร้สายได้ อาจจะเป็นเหตุผลที่อยากให้แบตเตอรี่ใช้ได้นานขึ้น หรือเหตุผลอื่นๆก็ได้ครับ

ทีนี้มาพูดถึงตัวแอพกันต่อ แอพพลิชั่น UP ที่ใช้คู่กับสายรัดนี้ถูกอัพเดทใหม่พร้อมๆกับตัวสายรัดเอง ซึ่งต้องบอกเลยว่าทำได้สวยน่าใช้มากๆ เข้าใจก็ไม่ยาก โดยจะแบ่งเป็นสามส่วนใหญ่ๆคือเมนูทั้งสองข้าง และไทม์ไลน์ตรงกลางคล้ายๆกับเฟซบุ๊ค

เมนูด้านซ้ายจะเป็นหน้าแสดงผลในแบบต่างๆ ผมจะขอยกมาเฉพาะเมนูหลักที่น่าสนใจดังนี้นะครับ
  • Lifeline เป็นการแสดงผลข้อมูลแบบเส้นตรงจากซ้ายไปขวา ตามเวลาในระหว่างวัน และมีแท่งข้อมูลสีส้มสีฟ้าตั้งขึ้นเพื่อบอกจำนวนก้าวเดิน ระดับของการนอน เวลาที่เข้านอน เวลาตื่น รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่แอดเข้าไปด้วย ทำได้สวยเลยครับ
  • Trends กราฟข้อมูลแบบแท่งเปรียบเทียบเป็นวัน สัปดาห์ และเดือน โดยแบ่งเป็นข้อมูลการนอนและการเดือน
  • Team เอาไว้เพิ่มรายชื่อเพื่อนร่วมทีม หรือเพื่อนเฉยๆก็ได้ ข้อมูลของเราและเพื่อนก็จะมาแสดงในไทม์ไลน์ (ใครใช้เหมือนกันแอดมาได้นะครับ)
  • Apps จะมีรายชื่อแอพและเว็บต่างๆที่สามารถเชื่อมต่อกันได้อยู่ประมาณนึง ซึ่งผมว่าดีมากๆครับ เพราะแต่ละอันก็ทำหน้าที่ได้ดีในแต่ละอย่างต่างกันไป ส่วนตัวผมใช้แอพ MyFitnessPal บันทึกแคลอรี่จากการกิน และอื่นๆอยู่แล้วด้วย (แล้วจะเล่าให้ฟังนะสัญญาๆ)

ในเมนู Lifeline รูปด้านซ้าย จะเป็นกราฟแท่งเรียงตามเส้นเวลาด้านล่างครับ สีส้มคือแท่งกิจกรรม สีฟ้าคือแท่งการนอน ด้านขวาเป็นเมนู Trends เอาไว้เปรียบเทียบเป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน

เมนูด้านขวาจะเป็นเมนูการใช้งานร่วมกับสายรัดข้อมือครับ เริ่มจากบนลงล่างกันเลย
  • บนสุดคือ Goals ที่แอพกำหนดมาให้ตามข้อมูลส่วนตัว ว่าเราต้องเดินกี่ก้าวต่อวัน นอนกี่ชั่วโมง อ้างอิงจากมาตรฐานสุขภาพทั่วไป ตรงนี้ปรับเปลี่ยนได้ตามใจเรา
  • Sync Now เอาไว้กดซิงค์ข้อมูลด้วยตัวเอง
  • Smart Sleep Alarms อันนี้ก็เด็ดครับ สายรัดข้อมูล Jawbone UP เป็นนาฬิกาปลุกได้ด้วย โดยเราสามารถตั้งเวลาปลุกได้แตกต่างกันถึงห้าเวลา เมื่อถึงเวลาสายรัดจะสั่นปลุกให้เอง (สั่นแรงหรือเบาแบตเตอรี่ก็มีผลนะ เหอๆ) นอกจากนั้นยังมีระบบ "Smart sleep window" คือเราสามารถกำหนดช่วงเวลาให้ปลุกได้เร็วขึ้นได้ โดยสายรัดข้อมือจะเลือกปลุกเราตอนอยู่ในช่วงหลับลึก เพื่อให้สดชื่นเมื่อตื่นมานั่นเอง 
  • Idle Alert เป็นฟังชั่นที่สั่งให้สายรัดสั่นเตือนให้ลุกมาทำโน่นทำนี่ได้ เมื่อเราอยู่เฉยนานๆเกินไปแล้ว ตั้งเวลาเอาว่ากี่นาทีที่ไม่เคลื่อนไหวจึงให้สั่นเตือนครับ
  • Stopwatch เป็นฟังชั่นบันทึกกิจกรรม ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ใช้งานด้วยการกดสองครั้งที่สายรัด โดยครั้งที่สองให้กดค้างจนมีสัญลักษณ์พระอาทิตย์สีเขียวกระพริบครับ เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมก็กดค้างหนึ่งครั้ง เมื่อนำสายรัดมาเสียบซิงค์ แอพจะแสดงข้อมูลตรงนี้ให้เห็นครับ เช่น อยากออกไปวิ่งตอนเย็น สามารถใช้ฟังชั่นนี้จับเวลา ระยะทาง จำนวนก้าวที่วิ่ง และแคลอรี่ที่ใช้ได้ไป
  • Power Nap อันนี้เอาไว้ใช้เวลาอยากงีบหลับสั้นๆ เราสามารถตั้งเวลาที่จะงีบน้อยสุดและมากสุด แล้วสายรัดจะสั่นปลุกในเวลาที่เราหลับลึก หรือเวลาที่เหมาะที่สุดได้เองเช่นเดียวกับฟังชั่นนาฬิกาปลุก (อย่าตั้งเวลานานไปล่ะ เดี๋ยวโดนเจ้านายว่านะครับ)
  • Log Workout และ Log Sleep ก็ตรงตัวตามชื่อครับ ถ้าเราออกกำลังหรือทำกิจกรรมนอกเหนือจากการวิ่งหรือก้าวเดินปกติสามารถใส่เพิ่มด้วยแอพได้เอง แอพจะให้ใส่กิจกรรม ระดับการออกแรง เวลาที่ใช้ แล้วจะคำนวนแคลอรี่ที่ใช้มาให้ เอาไปรวมกับแคลอรี่ที่ได้จากสายรัดอีกทีนึง / Log Sleep ใช้บันทึกเวลานอนในกรณีที่ลืมกดให้สายรัดเข้าโหมด Sleep แต่จะไม่มีข้อมูลอะไรเลยนอกจากเวลาที่ใช้นอนกี่ชั่วโมงเท่านั้นครับ 


ด้านซ้ายคือเมนูแสดงผลต่างๆ ตรงกลางคือไทม์ไลน์ และขวามือเป็นเมนูเอาไว้ใช้งานฟังชั่นต่างๆครับ

ตรงกลางจะเป็นไทม์ไลน์บันทึกกิจกรรมต่างๆที่เราทำจากการเสียบซิงค์กับสายรัด และจากการเพิ่มเข้าไปเองผ่านแอพด้วยเมนูด้านขวา (ซึ่งจะอธิบายต่อไป) อาหารที่ทาน อันนี้เราต้องแอดเข้าไปเอง โดยตัวแอพจะมีฐานข้อมูลอาหารมาให้จำนวนมาก แต่ไม่ค่อยมีอาหารไทย หรือถ้าเป็นเมนูแปลกมากก็ไม่ครับ แต่พวกผลิตภัณฑ์อาหารและยี่ห้อดังๆส่วนใหญ่จะมีอยู่แล้ว เมื่อบันทึกแอพจะแยกสารอาหารและแสดงให้เห็นว่าเราได้รับสารอาหารต่างๆครบหรือเกินจากที่แนะนำหรือเปล่า และอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา จะมีหน้ายิ้มให้เรากดเพื่อใส่อารมณ์ของเราเข้าไป เลื่อนขึ้นลงดูได้ ถ้าเราแอดคนอื่นเป็นเพื่อน (ทีม) ก็จะแบ่งปันสิ่งที่อยู่บนไทม์ไลน์ให้เพื่อนได้เห็นด้วยเช่นกัน  ส่วนด้านบนจะเป็นกราฟแท่งแสดงข้อมูลการนอน กิจกรรม และการกิน



เมื่อกดดูข้อมูลที่เป็นกราฟแท่งด้านบนจะมีหน้าตาแบบนี้ครับ รายละเอียดจากสายรัด ทั้งการนอนและพลังงานที่ใช้จากกิจกรรมที่ทำ และอาหารซึ่งแตกเป็นสารอาหารให้ดูว่ากินอะไรไปบ้าง

นอกจากนั้นที่เพิ่มมาอีกอย่างและผมคิดว่าน่าสนใจคือ "Insight" ซึ่งจะเป็นข้อความที่อยู่ด้านบนสุดของไทม์ไลน์ จะเป็นคำแนะนำเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการออกกำลัง การกินการนอนที่แอพประมวลได้จากข้อมูลของเรานั่นเองครับ (ภาษาอังกฤษ) ถ้าในอนาคต Jawbone ร่วมมือกับบริษัทด้านสุขภาพอื่นๆมากกว่านี้เราคงได้เห็นตรงนี้มีประโยชน์มากขึ้น


*เพ่ิมเติม - ข้อมูลจาก Insight Engine ที่ Jawbone บอกว่ามาจากทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยวิเคราะห์แนะนำเกี่ยวกับสุขภาพให้เราครับ

รีวิวกันไปยาวยืด ผมว่าจุดแข็งของเจ้า Jawbone UP นี่อยู่ที่แอพพลิเคชั่นมากกว่า 60%-70% เลยทีเดียว เพราะมันสวยและใช้ง่ายสุดๆ ถ้าลองเปิดรีวิวดูหลายๆยี่ห้อจะพบว่าแอพของ Jawbone UP น่าใช้มากที่สุดจริง และตอนนี้ก็รองรับแอนดรอยแล้วด้วย พอบวกกับความสวยงามแบบไม่หวือหวาของตัวสายรัดข้อมือก็ยิ่งน่าใช้ ประมาณว่าใส่เป็นเครื่องประดับชิลๆก็ได้ ใช้งานจริงๆก็ดี ใครชอบอารมณ์นี้ลองใช้กันดูคิดว่าไม่ผิดหวังครับ

สำหรับตอนหน้าจะเป็นตอนจบของการรีวิวแล้วนะครับ ซึ่งจะเป็นการสรุป มีความเห็นส่วนตัวของผมว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรตรงไหนบ้าง มีการใช้งานจริงว่าผมใช้อย่างไร ใช้กับแอพพลิเคชั่นอื่นๆเช่น MyFitnessPal อย่างไร และข้อมูลอื่นๆที่ผมหาเอาไว้ก่อนจะตัดสินใจซื้อ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างเลยจะเอามาแบ่งปัน อย่าลืมติดตามกันได้ครับ

* เพิ่มเติม - ตอนนี้ผมเขียนบล็อกเกี่ยวกับ Jawbone UP ครบทั้งสามตอนแล้วนะครับ คลิกอ่านกันได้ที่นี่

* เพิ่มเติม (7 กันยายน 2557)

ผมเลิกใช้ Jawbone UP แล้วครับ หนึ่งปีที่ใช้ผมได้อะไรบ้าง และทำไมถึงเลิกใช้ อ่านได้ที่นี่ http://www.vajjarapong.com/2014/09/update-jawbone-up.html



Popular posts from this blog

[Review] รีวิว แกะกล่อง ลองเล่น Remax CX-01 กล้องติดรถยนต์

[Review] เจาะการใช้งาน Mazda 2 Skyactiv 1.3 High Plus (รีวิวภาคสอง)

[Review] รีวิวรถ Mazda 2 Skyactiv แบบบ้านๆ