[Review] รีวิว Jawbone UP สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ + แอพ (ตอนที่ 3 ความคิดเห็นและการใช้งานจริงของผม)


หลังจากรีวิวตัวสายรัดและแอพพลิเคชั่นเพื่อให้เข้าใจกันไปแล้ว บล็อกนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับการใช้งานของผมเองว่าใช้ทำอะไรอย่างไรบ้าง และความคิดเห็นของผมหลังจากการใช้งานไปประมาณสองอาทิตย์ ซึ่งทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว และวิธีการใช้งานส่วนบุคคลไม่ใช่วิธีตายตัว เขียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและวิธีใช้งานเท่านั้นครับ และสำหรับใครที่ยังไม่ได้รีวิวสองตอนแรก เข้าไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ



เวลาใช้คอมพิวเตอร์ผมจะพลิกเอาปลายสายรัดออกมาด้านนอกแบบนี้ครับ 

การใช้งาน Jawbone UP ของผม

คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆบ้าง เลยขอเขียนบันทึกไว้ตรงนี้เลยแล้วกันนะครับ

  • ผมใส่ Jawbone UP ที่ข้อมือซ้าย แทนนาฬิกา เวลาพิมพ์งานหรือใช้คีย์บอร์ดผมจะพลิกเอาปลายทั้งสองด้านออกด้านนอก จะได้ไม่เกะกะที่ข้อมือเวลาพิมพ์งานครับ แต่ตอนเดินหรือทำกิจกรรมอื่นๆจะพลิกเอาปลายสองด้านมาไว้ด้านในข้อมือ จะได้ไม่กระแทกกับอะไรต่อมิอะไรมากนัก (ถ้าไม่ลืมนะ)
  • ผมใส่ Jawbone UP ตลอดเวลายกเว้นตอนอาบน้ำ จะถอดมาเสียบซิงค์ข้อมูลก่อน อาบน้ำเสร็จจึงใส่กลับเหมือนเดิม ส่วนตัวผมไม่ชอบใส่เครื่องประดับอาบน้ำอยู่แล้ว และคิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่าถ้าไม่โดนน้ำเยอะขนาดนั้น (ลองไปค้นดูฝรั่งบ่นเพียบเลยครับ เราคนไทยใช้ถนอมๆตามประสาคนไทยไว้ดีกว่า จะได้ใช้ไปกันนานๆ เหอๆ) ดังนั้นผมจะซิงค์กับมือถือวันละสองครั้ง คือ ก่อนอาบน้ำตอนค่ำจะได้ก้าวเดินทั้งวัน และก่อนอาบน้ำตอนเช้า จะได้ข้อมูลการนอนคืนที่ผ่านมาครับ หลายคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องถอดมาซิงค์บ่อยๆ แต่ใช้ไปสักพักจะชิน ไม่ต้องถอดซิงค์บ่อยก็ได้ครับ
  • ผมชาร์จแบตเตอรี่ 7-8 วัน/ครั้ง และชาร์จตอนนั่งทำงานระหว่างวัน (ชั่วโมงกว่าก็เต็มแล้ว) เพราะจะมีช่วงนั่งโต๊ะยาวๆตอนบ่ายๆเลยเสียบชาร์จซะเลย
  • ตอนทำกิจกรรมหนักๆเช่นเล่นกีฬาผมจะใช้ผ้ารัดข้อมือ ที่พวกนักกีฬา (หรือไม่ใช่นักกีฬา) เค้าใส่ไว้ที่ข้อมือเอาไว้เช็ดเหงื่อนั่นแหละครับ หุ้มทับ Jawbone UP ไว้เลย กันกระแทก โดยเฉพาะตอนยกเวท (ยิ่งคนเล่นกีฬาเอ็กซตรีมๆหน่อยก็ควรหุ้มไว้นะครับ เหอๆ อย่าไว้ใจว่ามันทนทานมากเกินไป) 
  • ถ้าออกกำลังกายอย่างอื่นเพิ่มนอกจากก้าวปกติผมก็จะ Log Workout ในแอพเพิ่มเองครับ เช่น ยกเวทมันขยับแขนน้อยมาก แต่ใช้แรงเยอะ เลย Log เองจะดีกว่านะ รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆอย่าง ตีแบต ซักผ้า รีดผ้า แอดเข้าไปเลยครับ จะได้ใช้เต็มที่ ฮ่าๆ
  • ผมใช้ UP บันทึกการออกกำลังอย่างเดียว เรื่องการกินใช้ MyFitnessPal บันทึกแทน แล้วตั้งค่าให้มันเชื่อมกัน UP จะดึงข้อมูลจาก MyFitnessPal มาเป็นมื้อๆ แยกเป็นสารอาหารให้เลยด้วย แถมยังแลกเปลี่ยนข้อมูลกลับไปได้ เช่น ถ้าวันนี้ผมเดินน้อย ออกกำลังน้อย เบิร์นแคลอรี่ใน UP น้อย UP ก็จะส่งข้อมูลไปบอก MyFitnesPal ให้ปรับแคลอรี่ที่ผมจะกินได้ในวันนั้นลดลง จาก 2,140 ที่ผมกินได้แต่ละวัน อาจลดลงไปเหลือแค่ 1,400 - 1,500 แคลอรี่ (-600+) ได้เลยโดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ค่อยได้ทำอะไร กินๆนอนๆอย่างเดียว แต่ข้อควรระวังคือเราจะไม่รู้ว่าเราเบิร์นแคลอรี่ใน UP ไปเท่าไรแล้วเพราะไม่ได้ซิงค์บ่อยๆ ดังนั้นให้ใส่ใจเรื่องการกินเป็นหลัก คือกินให้เหมาะสมไว้ก่อน แล้วค่อยเอาแคลอรี่ที่โดนเบิร์นมาหักออกดีกว่า สำหรับคนที่อยากลดน้ำหนักด้วยการคุมแคลอรี่ขอให้คิดแบบนี้ดีกว่าครับ

ผมใช้แถบผ้ารัดข้อมือ ทับ Jawbone UP ไว้เพื่อกันกระแทกนะครับ 

สิ่งที่ไม่ชอบ และข้อควรระวังในการใช้งาน

  • อยากให้มีไฟบอกสถานะบนสายรัดข้อมือบ้างว่าเบิร์นไปเท่าไร เดินไปกี่ก้าวกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว เข้าใจว่าอยากให้ใส่แบบไม่ต้องซีเรียส แต่ในบางวันที่ขี้เกียจสุดๆการได้เห็นว่าเราเพิ่งใช้พลังงานไปเท่าไรคงจะช่วยให้ฟิตขึ้นมาได้บ้าง และเมื่ออยากรู้ว่าเบิร์นไปเท่าไรแล้วจะได้ไม่ต้องเสียบซิงค์บ่อยๆแหละนะ
  • อีกอย่างอยากให้มีหน้าโปรไฟล์บนเว็บด้วย ไม่ใช่แค่แอพพลิเคชั่นอย่างเดียว นี่เป็นสาเหตุที่ผมใช้ MyFitnessPal คู่กันไปด้วย เพราะ MyFitnessPal มีหน้าโปรไฟล์บนเว็บให้เข้าไปดูและปริ้นหรือเซฟข้อมูลออกมาเก็บไว้ได้ (จริงๆ UP ก็มีแต่มันไม่น่าใช้เลยครับ ปริ้นออกมาเป็นตาราง Excel --") ผมเลยใช้ MyFitnessPal บันทึกการกิน แล้วก็โน๊ตเรื่องการเบิร์นแคลอรี่จาก UP เข้าไปด้วย แล้วเซฟมาเก็บไว้ทีเดียวเลย 
  • สุดท้ายคือ ข้อควรระวังในการใช้งาน หลังจากได้หาข้อมูลและอ่านคำวิจารณ์มาเยอะ (จากเว็บฝรั่ง) ขอสรุปเลยครับว่า จงใช้อย่างถนอมๆหน่อย เพราะไม่ว่าจะอาบน้ำ ทำหล่นทำกระแทก ก็มีคนบ่นว่าเสียมาแล้วทั้งนั้น ใช้งานหนักๆแล้วฝาหลุดหายก็มี ใช้หนักๆแล้วยางที่ฝาลอกก็มี บางคนที่ซื้อมาแล้วเอ๋อแต่แรกก็มี ซึ่งอาจเป็นปัญหาแค่เออเร่อนิดหน่อย รีเซ็ทข้อมูลในสายรัดก็หายได้ก็โอเค นอกนั้นควรระวังครับ

ความรู้สึกที่มีต่อ Jawbone UP

สำหรับผม Jawbone UP คือ "Actitivities Tracker" มากกว่า "Fitness Tracker" เพราะไม่มีเซ็นเซอร์จับการเต้นของหัวใจ หรือวัดอุณภูมิร่างกาย (ในเว็บไซต์ของ Jawbone UP เองจึงบอกว่าได้ทำออปชั่นให้ใส่ระดับความหนักหน่วงของการออกกำลัง ให้เราใส่เพิ่มเอง) ตัวสายรัดเองก็ทำหน้าที่ได้ดี ช่วยให้เราได้มอนิเตอร์ตัวเองในแต่ละวันได้ ไม่แค่เฉพาะจำนวนก้าวเดินและแคลอรี่ที่เผาผลาญ อาหารการกิน แต่ได้รู้ถึงการนอนที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่านอนหลับพักผ่อนดีหรือไม่ดีอย่างไร ในอีกด้านก็เป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ใช้พลังงานมากกว่าเดิมในแต่ละวัน ส่วนข้อมูลที่ได้แน่นอนว่าความเที่ยงตรงอาจไม่เท่ากับอุปกรณ์ที่เป็น Fitness Tracker แท้ๆ แต่ก็เพียงพอจะทำให้เราประเมินตัวเองได้แล้วล่ะครับ สำหรับคนที่รักสุขภาพ อาจจะออกกำลังบ้างในแต่ละวัน (ไม่งั้นจะรู้สึกไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไปนะ ^^) หรือคนที่ชอบออกกำลังกายเป็นประจำก็น่าจะชอบ 

อีกอย่างที่ผมคิดคือ อนาคตของอุปกรณ์เกี่ยวกับสุขภาพประเภทนี้น่าจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีความสามารถมากขึ้นอีก เหมือนที่เขียนไว้ในบล็อกตอนแรก เพราะเท่าที่เห็นตอนนี้ก็มีบริษัทใหญ่อย่าง Nike เปิดตลาดแล้ว และกำลังจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ (Nike+ Fuelband) และเจ้าอื่นอย่าง FitBit ที่กำลังแตกไลน์ ทำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาเรื่อยๆ และที่สำคัญกับ Jawbone เองที่แต่เดิมไม่ได้มาทางนี้ก็หันมาจับตลาดนี้อย่างเต็มตัว เมื่อเร็วๆนี้เพิ่งซื้อกิจการบริษัท BodyMedia ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ประเภทนี้รายใหญ่อีกราย ในอนาคต Jawbone UP รุ่นใหม่ๆจะใช้เทคโนโลยีของ BodyMedia ที่มีสิทธิบัตรเซ็นเซอร์ตรวจวัดข้อมูลสุขภาพอยู่ในมือมากมาย มาพัฒนา Jawbone UP รุ่นต่อๆไปแน่นอน

และที่สำคัญอีกอย่างคือ Jawbone เปิด API ของตัวเองให้บริษัทที่ทำแอพอื่นๆได้เอาไปใช้ เพื่อจะได้พัฒนาแอพมาเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้แล้ว อย่างที่ผมเขียนไปบ่อยๆก่อนหน้าว่าสามารถเชื่อมข้อมูลกับแอพ MyFitnessPal ได้แล้วด้วย ในอนาคตจะเชื่อมต่อกันได้มากกว่านี้ และเชื่อมกับแอพตัวอื่นได้มากกว่านี้ จะเป็นประโยชน์มหาศาลกับผู้ใช้เลยครับ 

Nike+ Fuelband + App รูปจาก http://www.nike.com/us/en_us/c/nikeplus-fuelband

ข้อมูลเพิ่มเติม - การเก็บข้อมูลและการลบข้อมูลในสายรัดข้อมือ

หลายคนคงสงสัยเหมือนผมว่าข้อมูลทั้งหมดของเรานั้นจะถูกเก็บไว้ในไหน ในหน้า FAQ ของ Jawbone บอกไว้ว่าแบบนี้ครับ ตัวสายรัดจะเก็บข้อมูลไว้ได้นานถึง 9 เดือน เมื่อเสียบซิงค์ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในคลาวด์ (ดังนั้นเมื่อซิงค์แล้วต่อให้ข้อมูลในสายรัดหายก็ไม่เป็นไรครับ) และเราสามารถลบข้อมูลในสายรัดข้อมือได้จากในแอพ เมนู Settings ครับ

สำหรับคนที่ซื้อมาแล้วเจอแจ็กพอต เจอสายรัดอันที่มีปัญหาขึ้นมาอย่าเพิ่งตกใจ ถ้ามีอาการประมาณว่าเสียบซิงค์แล้วกว่าจะซิงค์ได้ก็นานมาก ซิงค์ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไฟกระพริบผิดปกติ หรือบันทึกข้อมูลบางอย่างไม่ได้ ให้ลองทำการรีเซ็ตสายรัดข้อมือดูก่อน แต่ถ้าไฟดับไปเลยกดอะไรก็ไม่ติด หรือกระพริบรัวๆตลอดเวลาทำอย่างไรก็ไม่หาย ชาร์จไฟไม่เข้า บันทึกอะไรข้อมูลอะไรไม่ได้เลยอันนี้คงต้องส่งเคลมที่ศูนย์แล้วครับ สำหรับการรีเซ็ตมีสองแบบคือ ซอฟท์รีเซ็ต และฮาร์ดรีเซ็ต สามารถทำตาม คำแนะนำจาก Jawbone ได้ดังนี้ครับ

  • Soft Reset (ข้อมูลในสายรัดไม่หาย) - เอาสาย USB ที่ให้มาเสียบกับปลั๊กไฟ หรือคอมพิวเตอร์ (เหมือนเตรียมชาร์จไฟ) / กดปุ่มที่สายรัดค้างไว้ แล้วนำสายรัดไปเสียบกับสาย USB (ที่เสียบกับปลั๊กไฟหรือคอมพิวเตอร์ไว้แล้วนะ อย่าเพิ่งปล่อยปุ่ม) / รอจนกว่าสายรัดจะมีไฟสีเหลืองแดงกระพริบสลับกันจึงปล่อยปุ่มได้ / นำสายรัดไปซิงค์กับแอพพลิเคชั่นอีกครั้ง 
  • Hard Reset (ข้อมูลในสายรัดหาย) - เสียบชาร์จสายรัดเอาไว้เลย / ขณะที่สายรัดกำลังชาร์จไฟ กดปุ่มที่สายรัด 10 ครั้ง โดยครั้งที่ 10 ให้กดค้างไว้ / รอจนกว่าจะมีไฟสีแดงขึ้นจึงปล่อยปุ่มได้ / นำไปซิงค์กับแอพ จะเหมือนเราเพิ่งซื้อสายรัดมาใหม่เอี่ยมเลยครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม - การแบ็คอัพข้อมูลจาก Jawbone UP

เราสามารถเก็บข้อมูลจาก Jawbone UP มาเก็บเองได้จากการเข้าไปที่หน้าเว็บของ Jawbone ล็อกอินด้วยยูซเซอร์เนมและพาสเวิร์ดที่เราใช้กับแอพ UP แล้วเข้าไปที่หน้า Account Setting ในแท็บ Acount จะมีให้เราโหลดข้อมูลออกมาเป็นไฟล .xls (ตาราง Excel) เป็นปีๆครับ แต่ส่วนตัวผมอยากให้ทำให้ดีกว่านี้หน่อย ตารางเอ็กเซลเป็นปีๆแบบนี้ค่อนข้างน่าเบื่อ ไม่น่าเก็บเอามากๆ ไหนๆก็ทำแอพซะสวยแล้ว ทำหน้าเว็บให้ดีขึ้นอีกหน่อยก็ดีนะครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม - การเชื่อมต่อกับ MyfitnessPal

MyFitnessPal เป็นแอพพลิเคชั่นที่ผมใช้บันทึกแคลอรี่จากการกินในแต่ละวันครับ จริงๆแล้วสามารถบันทึกการออกกำลังกายได้ด้วย แต่ผมชอบที่จะใช้กับการกินอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฐานข้อมูลอาหารใหญ่ดี และรวดเร็วมากครับ ที่สำคัญ มีหน้าเว็บที่สมบูรณ์มากๆ มาถึงขนาดที่มีระบบแอดข้อมูลอาหารบนหน้าเว็บ มีระบบรีพอร์ตข้อมูลให้ครบเลย ถ้าคุณไม่มีมือถือไม่มีแอพ เข้าไปใช้หน้าเว็บเลยก็ได้เหมือนกัน ผมเลยใช้ MyFitnessPal บันทึกข้อมูลการออกกำลังกายจาก UP ไปด้วยเลย เวลาเก็บข้อมูลจะได้รวมอยู่ในอันเดียวกันไปเลยครับ

การเชื่อมต่อกับ MyFitnessPal อธิบายง่ายๆว่า MyFitnessPal จะส่งข้อมูลการกินของเรามาให้ UP โดยจะขึ้นเป็นมื้อๆ ไม่ได้ขึ้นเป็นเมนูเหมือนเราใส่เข้าไปเองโดยตรงใน UP (และขึ้นช้ากว่าปกติไม่ต้องตกใจ ต้องใช้เวลานิสนึง) ส่วน UP ก็จะส่งข้อมูลจากใช้พลังงานในแต่ละวันของเรากลับไปหา MyFitnessPal ตรงนี้จะเอาไปหักลบกับปริมาณแคลอรี่ที่เราสามารถกินได้ในแต่ละวันให้อัตโนมัติ เช่นถ้าแต่เดิม MyFitnessPal บอกว่าผมอายุเท่านี้ ส่วนสูงเท่านี้ น้ำหนักเท่านี้ สามารถกินได้ 2,000 แคลอรี่ต่อวัน วันไหนที่ผมออกกำลังกายน้อย เดินน้อย ไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน UP จะส่งข้อมูลไปบอก แล้ว MyFitnessPal จะลบแคลอรี่ที่ผมกินได้แต่ละวันออก จาก 2,000 ให้กินได้แค่ 1,600 พอแบบนี้เป็นต้น (วันไหนออกกำลังกายเยอะมันก็เพิ่มให้ได้นะ ไม่ได้ลดอย่างเดียว)



วันที่แทบไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายก็จะโดนลบแคลอรี่ที่กินได้แบบนี้แหละครับ -__-* 


 วิธีการเชื่อมต่อกันทำได้โดยเข้าไปที่แอพพลิเคชั่น เลือกเมนูด้านซ้ายที่เขียนว่า Apps แล้วกดเครื่องหมายบวกที่แอพ MyFitnessPal โดยที่คุณต้องเป็นสมาชิกและใช้งานแอพ MyFitnessPal อยู่แล้วด้วยนะครับ ต่อจากนั้นให้เข้าไปปรับค่าในเว็บ MyFitnessPal อีกนิด เพื่ออนุญาติให้นำข้อมูลจาก UP มาหักลบกันได้ โดยเข้าไปที่หน้าเว็บ MyFitnessPal ล็อกอิน แล้วคลิกที่แท็บ My Home ด้านบนสุด / เลือก Settings / Diary Settings / แล้วเลื่อนลงมาที่หัวข้อ Calorie Adjustments ติ๊กถูกที่ช่อง Enable Negative Adjustments / กดปุ่ม Save Changes ด้านล่างสุด เท่านี้ก็จะสามารถใช้ข้อมูลจาก UP มาหักลบแคลอรี่ใน MyFitnessPal ได้แล้วครับ ใครที่ใช้ MyFitnessPal ก็แอดผมเป็นเพื่อนได้เหมือนกันนะครับ จะยินดีมากๆ

สุดท้ายขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านบล็อกรีวิว Jawbone UP ทั้งสามตอนของผมนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครที่กำลังสนใจจะใช้ หรือคนที่ใช้อยู่แล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ในคอมเม้น หรือจะแอดมาเป็นเพื่อนกับผมใน UP ก็ได้ ยินดีรู้จักทุกคนครับ


เว็บไซต์เกี่ยวกับ Jawbone UP 

* เพิ่มเติม (7 กันยายน 2557)

ผมเลิกใช้ Jawbone UP แล้วครับ หนึ่งปีที่ใช้ผมได้อะไรบ้าง และทำไมถึงเลิกใช้ อ่านได้ที่นี่ http://www.vajjarapong.com/2014/09/update-jawbone-up.html



Popular posts from this blog

[Review] รีวิว แกะกล่อง ลองเล่น Remax CX-01 กล้องติดรถยนต์

[Review] เจาะการใช้งาน Mazda 2 Skyactiv 1.3 High Plus (รีวิวภาคสอง)

[Review] รีวิวรถ Mazda 2 Skyactiv แบบบ้านๆ