บันทึกประสบการณ์วิ่งมาราธอน (21.1 กม.) ครั้งแรก “Standard Chartered BangkokMarathon 2013”


บางคนวิ่งเพื่อความสนุก บางคนวิ่งเพื่อสุขภาพ บางคนวิ่งเพื่อชนะตัวเอง ไม่ว่าจะเหตุผลไหนก็ดีกับตัวเองทั้งนั้นแหละครับ โดยรวมงานจัดได้ทุลักทุเลพอสมควร โดยเฉพาะตอนรับเบอร์วิ่งกับเสื้อวิ่งในรุ่นมินิกับไมโคร เข้าใจว่าคนเยอะมากแต่ก็ไม่ควรแย่ขนาดนี้นะครับ ที่แย่ที่สุดคือห้องน้ำ มีที่จุดสตาร์ทที่เดียว หลายคนบ่นว่าแย่ที่สุดในรอบหลายปี แต่เราปีแรกก็ยังพอไหวครับ

เตรียมตัวยังไงบ้าง

จากคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนเลย (ไม่เตะบอลด้วย) อยู่ดีๆก็อยากขึ้นมา หลังจากได้ดูรายการ “ช่างคุย” ของคุณ @hongsyok เทป “กิโลที่ศูนย์” ไปสามสี่เทป ก็ไปซื้อรองเท้ามาเริ่มวิ่งวันที่ 24 กรกฎาคม ปีนี้เป็นครั้งแรก ตั้งเป้าไว้ว่าจะลง Bangkok Marathon เป็นรายการแรก คิดจะลงฟูลมาราธอนด้วยนะทีแรก แต่วิ่งๆไปก็รู้ตัวว่าขาคงรับไม่ไหว ฮ่าๆ

หลังจากซ้อมวิ่งวันเว้นวันได้สักสองเดือน น้องสามก็เริ่มมาวิ่งด้วยกัน มีเป้าหมายคือ Bangkok Marathon เหมือนกัน (น้องสาวได้แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ที่ออฟฟิศ) แรกๆผมก็จัดเต็มเลยครับ วิ่งที่ 5 โล 10 โล บางทีก็วิ่งไป 12-15 โล ปรากฏวิ่งไปได้ 2 เดือนกว่า เจ็บเอ็นหลังเข่าเลย ไปหาหมอ หมอก็บอกให้วิ่งน้อยลง แต่ก็ยังซ้อมครั้งละ 5 โล อยู่เหมือนเดิมครับ สุดสัปดาห์ก็ไปวิ่งไกลๆสัก 10 โลที่สวนสาธารณะสักครั้งหนึ่ง เจ็บก็ชะลอ ไม่วิ่งเร็วมาก ก่อนหน้าวันแข่งสี่วันลองจัดเต็มวิ่ง 21 กม. ดูก็ทำได้ 3 ชม.กว่าๆ โอเคเลยทีเดียว

พอถึงเย็นวันที่ 16 จัดของเรียบร้อยก็นอนเอาแรงตั้งแต่หกโมงเย็น กะว่าจะตื่นมาเที่ยงคืนเพื่อหาอะไรทาน ปรากฏว่านอนไม่หลับ —“ ไปหลับเอาตอนสามทุ่มครึ่ง ตื่นมาเลยมึนพอสมควร ทานขนมปังสองแผ่น เพิ่มคาร์บโบไฮเดรดแบบธรรมดา น่าจะย่อยหมดและแปลงเป็นพลังงานได้ตอนวิ่ง (อีกสี่ชม.) ซึ่งก็ได้ผลดี ไม่ค่อยหิวเท่าไรตอนวิ่งเสร็จ แล้วกินกาแฟ เร่งการขับถ่าย ฮ่าๆ อาบน้ำแต่งตัว ออกมาเรียกแท็กซี่ไปวิ่งครับ

อุปกรณ์วิ่งจริงๆเตรียมไปเพียบเลยนะ ทั้งยานวด ทั้งผ้าขนหนู ทั้งเสื้อยืดไปเปลี่ยน กระเป๋าคาดเอว อาร์มแบนด์ แบตเตอรี่สำรองชาร์จไอโฟน และอื่นๆอีกเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พกไปวิ่งหรอก เอาไปฝากเค้าไว้ที่เต็นท์ฝากของ —“ (ไม่ควรพกไปให้เกิดความเสี่ยงที่จะหายนะครับ ถ้าหายเค้าก็ไม่รับผิดชอบด้วย)



อาการบาดเจ็บ

ขอพูดถึงอาการบาดเจ็บเพิ่มเติมแบบนี้ครับ ตอนเริ่มวิ่งใหม่ๆจะต้องเจออาการจุกเสียดท้องกันทุกคน ไม่ว่าจะทานข้าวมานานแค่ไหน พอวิ่งไปสักสัปดาห์สองสัปดาห์จะหายไปเอง กลายเป็นอาการปวดหน้าขา ปวดน่อง ซึ่งปกติดีไม่มีปัญหาอะไร นวดๆเอาก็หาย

หลังจากนั้นก็เจ็บเข่าด้วยแต่ไม่มากๆ ชะลอการวิ่งลงบ้างขาก็ค่อยๆปรับได้เอง ขึ้นอยู่กับการเลือกรองเท้าวิ่งว่าเหมาะกับเท้าด้วยหรือเปล่า รองรับแรงกระแทกแค่ไหน ส่วนตัวผมใช้ Nike Free 5.0+ ซึ่งเบาแต่บาง อารมณ์มินิมอลแต่ไม่ถึงกับแบร์ฟูต มีหมอนรองฝ่าเท้าพอสมควรเพราะเท้าผมเว้าเยอะหน่อย ก็วิ่งสบายดีไม่ค่อยมีปัญหาครับ ชอบที่เบานี่แหละ

จนกระทั่งเจ็บเอ็นเข่า ซึ่งหมอบอกว่าคงจะสะสมมาตลอดแต่เพิ่งออกอาการตอนนี้ อันนี้หนักหน่อยครับ เพราะหายช้า และถ้าเจ็บจะวิ่งแทบไม่ได้ แต่สามารถแก้ไขด้วยการยืดเส้นบ่อยๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะก่อนและหลังวิ่ง นวดบ่อยๆ และออกกำลังบ้าง ไม่ใช่หยุดให้เส้นแข็งไปแบบนั้น ซึ่งถ้าไม่วิ่งหนักๆจนปวดบ่อยๆ อาการจะค่อยๆดีขึ้น (ของผมก็เคยดีจนวิ่งได้เกิน 10 โลก็ยังไม่ปวดนะ)

นอกนั้นก็มีปวดข้อเท้าบ้างตอนวิ่งแรกๆ ถ้าทางวิ่งไม่ดีหรือไม่ได้ยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ และอีกอันที่เป็นความโง่เขลาส่วนตัวที่ไม่ยอมตัดเล็บเท้าก่อนวิ่ง เล็บหักทิ่มนิ้วเท้า ก็ไม่ยอมเอาเล็บออก สุดท้ายแผลตกสะเก็ดกลายเป็นเนื้อปูดๆจนทุกวันนี้ ยังลังเลอยู่เลยว่าจะไปหาหมอให้หมอขูดเนื้อนูนๆออกดีไหม เพราะมันจะทำให้เล็บที่งอกใหม่ปูดออกมาด้วย รอดูอาการอีกนิด



บรรยากาศก่อนวิ่ง

ผมลงแท็กซี่ตรงหัวมุมสนามหลวง ติดกับถนนสนามไชย หน้ากระทรวงกลาโหม จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดถนนไม่ให้รถผ่านเข้าไปแล้ว ถนนหน้ากระทรวงกลาโหมทั้งหมดจะถูกปิดเพื่อเตรียมงาน ยาวไปถึงถนนเล็กๆด้านหลังด้วย มีตั้งแผงเหล็กเตรียมจุดสตาร์ท เตรียมเวที เตรียมเต็นท์ฝากของ ห้องน้ำ เตรียมบูธโน่นนี่นั่น ยาวไปจนถึงแยกหน้ากรมรักษาดินแดน (ใช่ป่ะ) เป็นถนนโล่งๆให้นักวิ่งเตรียมตัว วอร์มอัพกันก่อนวิ่งเต็มไปหมด

สังเกตว่าเจ้าหน้าที่ค่อนข้างเยอะ คอยรับฝากของ ให้คำแนะนำ ก็รวดเร็วดี แต่ห้องน้ำที่ทำไว้ชั่วคราวตรงจุดสตาร์ทไม่ค่อยดีครับ แม้จะเยอะแต่ก็ไม่สะอาด ประตูก็ไม่มีกลอน นึกไม่ออกว่าจะลำบากกับคุณสุภาพสตรีทั้งหลายขนาดไหน เค้าประกาศว่าไปเข้าที่รักษาดินแดนก็ได้ด้วยก็ไม่แน่ใจว่าเข้าตรงไหนยังไงเหมือนกัน ที่สำคัญห้องน้ำระหว่างทางก็ไม่มีครับ ถ้าวิ่งไกลๆอย่างฟูลมาราธอนจะทำอย่างไร

ส่วนบรรยากาศของคนที่มาวิ่งต้องบอกว่าตั้งใจกันมากๆทุกคนเลย ทั้งที่มากันเป็นกลุ่ม มาคนเดียวก็เยอะ ชาวต่างชาติก็เยอะ ข้อมูลจากเว็บแชมเปี้ยนชิพที่จับเวลาวิ่ง รุ่น ฮาล์ฟกับฟูล มีคนวิ่งทั้งหมด 4,961 คน แบ่งเป็นฟูลมาราธอน 1,904 คน และฮาล์ฟมาราธอน 3,057 คน (และจากที่ได้ยินโฆษกประกาศว่ามีคนวิ่งในรุ่นไมโครกับมินิอีก 50,000 คนได้) พอใกล้ตีสี่ ก็จะเรียกรวมตัวตั้งแถว และปล่อยตัวตอนตีสี่ตรงครับ ผมอยู่ด้านท้ายๆหน่อยกว่าจะวิ่งไปถึงเส้นปล่อยตัวก็หลายนาทีเลยนะ 



ความรู้สึกและประสบการณ์ตอนวิ่งจริง

เช้ามืดวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 เวลาตีสี่ตรงเริ่มปล่อยตัวนักวิ่ง อย่างแรกที่รู้สึกคือ ทุกคนที่มาดูตั้งใจมาก (เฉพาะรุ่นฮาล์ฟที่ผมเห็นนะ) มุ่งมั่นสุดๆ ขอชมผู้จัดว่าปล่อยตัวตรงเวลาดีครับ ตลอดทางก็มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอด จะติดก็แค่ห้องน้ำนี่แหละ ผมเห็นนักวิ่งหลายคนต้องไปยืนฉี่ริมขอบทางต่างระดับ เป็นภาพที่ไม่น่าดูเลยครับ แล้วนักวิ่งผู้หญิงจะทำยังไง

พูดถึงตัวเองตอนเริ่มวิ่งนี่ตื่นเต้นมาก เป็นบรรยากาศที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ใจนึงก็คิดว่าคนพวกนี้บ้าแน่ที่มาวิ่งอยู่กลางถนนตอนตีสี่ เราก็คงจะบ้าไปด้วย แต่มันมีพลัง มีเสน่ห์บางอย่างบอกไม่ถูก เวลาวิ่งอยู่ท่ามกลางคลื่นนักวิ่งมันเหมือนมีแรงส่งให้แก่กันละกัน เมื่อบวกกับบรรยากาศที่ผมว่าดีที่สุดแล้วในกรุงเทพ คุณจะฟิตขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น นานขึ้น ผมวิ่งเร็วกว่าเวลาที่ซ้อมเกือบนาที และไม่มีอาการเจ็บเลยจนเกือบ 10 กม. ซึ่งแปลกมาก มาเริ่มก่อนขึ้นพระราม 8 และเจ็บมาเรื่อยๆ ตอนลงสะพานพระราม 8 มานี่ก็วิ่งสลับเดินแล้ว พอลอดใต้สะพานพระปิ่นเกล้านี่แทบจะเดินมาตลอดทางเลย เจ็บขาสุดๆ ดีแล้วที่หารูปตัวเองไม่เจอ เพราะเข้าเส้นชัยแบบฝืนๆหน้าตาเหยเกพอสมควร ฮ่าๆ

คิดถึงคนวิ่งฟูลมาราธอน ออกตัวตอนตีสองคงต้องบ้ากว่านี้แน่ ฮ่าๆ ได้ข่าวว่าวิ่งกันจนเลยทางลงต่างระดับไปเลยทีเดียว ปีหน้าไม่พลาดแน่ครับ

บรรยากาศหลังวิ่งเสร็จ

พอเข้าเส้นชัยมาได้ผมก็เดินไปเอาของที่ฝากไว้ ซึ่งอยู่ครบดี เดินย้อนเส้นชัย (เดินนอกรั้วกั้นนะครับ) กลับมาดูว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งตอนนั้นคนเริ่มเยอะแล้วครับ นักวิ่งจากจากรุ่นไมโครและมินิกำลังทยอยเข้าเส้นมา ผมเดินย้อนไปหาจุดรับอาหารและผลไม้ฟรีจากแมคโดนัลด์ ซึ่งต้องเดินไกลมาก เรียกว่าอ้อมกระทรวงกลาโหมวนกลับมาที่ถนนด้านหน้าใหม่อีกรอบเลยดีกว่า แต่ก็อุตส่าห์เดินไปเอาจนกลับมาที่เส้นชัยรุ่นมินิได้ ของที่ได้คือ แฮมเบอร์เกอร์สองชิ้นกะแอปเปิ้ล ก็โอเคเลยครับ

กลับมารอน้องๆที่เส้นชัยรุ่นมินิ คนเยอะมากกก เพิ่งสังเกตว่าคนวิ่งมินิกับไมโครมีผู้หญิงเยอะมาก และมีทุกเพศทุกวัย ระหว่างรอก็สอดส่ายสายตามองหาน้องๆไปด้วยซึ่งหายากมากเพราะคนเยอะ คนที่เข้าเส้นชัยแล้วชอบยืนออกันอยู่บนถนน ไม่หลบออกมายิ่งทำให้มองหากันยากเข้าไปอีกนะครับ จนกระทั่งเจอน้องๆ จึงเดินออกมาเรียกแท็กซี่ที่สนามหลวงกันครับ



สรุปสิ่งที่ดีและไม่ดีในการวิ่งครั้งนี้

โดยรวมผมไม่ประทับใจกับการเตรียมงานก่อนวิ่งเลยครับ ด้วยประสบการณ์ตรงที่ไปรับเบอร์วิ่งมา คนก็เยอะมากอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีความพร้อมในการทำงานเลย กองเบอร์วิ่งสุมกันไว้แบบรกๆ เสี่ยงต่อการหายมาก แล้วบางคนก็หายจริงๆ กว่าจะหาเบอร์หาชิพให้นักวิ่งแต่ละคนได้ใช้เวลานานมาก แล้วหาอยู่คนเดียวทั้งที่คนอื่นก็ว่าง ไม่มีเจ้าหน้าที่คนอื่นมาช่วยหาให้เร็วขึ้น ใบเซ็นรับของผมก็ไม่มี พอถามเค้าบอกว่าหายไปแล้ว เหรอออ น้องสาวบอกว่าตอนไปรับรุ่นมินิก็ไม่มีไซส์เสื้อ คนอื่นในทวิตเตอร์ถึงกับไม่ได้เบอร์วิ่งเพราะเบอร์หมดเลยนะครับ ถ้าคุณเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแบบนี้ ทำไมเบอร์ถึงหมดได้ล่ะครับ หรือคนคิดว่าคนวิ่งมินิหรือไมโครเค้าไม่ได้ตั้งใจมาวิ่งหรอก ดูแลแค่คนวิ่งฮาล์ฟกับฟูลก็พอแบบนั้นหรือ บริษัท Amazing Field ที่เป็นผู้จัด ไม่มีความรับผิดชอบเลยนะครับ

นอกนั้นผมก็แฮปปี้มาก ชอบน้ำมันมวยมาเปิดบูธครีมให้กดไปใช้กันได้ฟรี มีลานนวดหลังวิ่งเสร็จ แมคโดนัลด์ก็จัดของกินไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยดี (แม้จะเดินไปไกลหน่อย) อื่นๆก็ดีมาก รวมไปถึงบรรยากาศตอนวิ่งผมว่าโอเคครับ ถ้าไม่นับเรื่องห้องน้ำระหว่างทางวิ่งซึ่งผมไม่ได้เข้าอยู่แล้วไม่กวนใจผมนัก เส้นทางวิ่งสุดยอดเลยล่ะผมว่า วิ่งง่ายสบายใจสุดๆ ระหว่างทางก็มีเจ้าหน้าที่ มีน้ำมีของตลอดทาง จะไม่ดีก็ตอนวันก่อนหน้าเท่านั้นแหละ น่าเสียดายนะครับ

แล้วถ้าพูดถึงคุณภาพงาน ผมว่าเรายังจัดไม่ได้ครึ่งหนึ่งของ Singapore Marathon ซึ่งจัดห่างกันแค่สิบกว่าวัน สปอนเซอร์ก็เจ้าเดียวกัน (Standard Chartered) ลองเข้าไปดูคุณภาพการจัดงานได้ที่เว็บเค้าดูสิครับ ขอให้ปีหน้า Bangkok Marathon จัดให้ดีกว่านี้นะครับ มิเช่นนั้นคนจะไปวิ่งที่สิงค์โปร์กันหมด


……

“หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคน ด้วยอันตราย”
เรือเล็กควรออกจากฝั่ง - บอดี้แสลม

ตอนที่คิดจะตัดต่อคลิปตอนไปวิ่งเก็บไว้ เพลงนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวแบบไม่ลังเล

เหมือนทุกอย่างจะลงตัวครับ เพราะว่าคุณตูน บอดี้แสลม คนร้องเพลงนี้ก็ไปวิ่งด้วยเหมือนกัน และได้เสื้อ Finisher มาครองอย่างสง่างาม คงไม่ใจร้ายมาเก็บค่าลิขสิทธิ์ผมใช่ไหมครับ ฮ่าๆ ดีใจด้วยจริงๆ (อยากได้บ้าง T-T) ดูคลิปเกรียนๆ วิ่งไปถ่ายไปของผมได้ด้านล่างนี้เลยครับ

Popular posts from this blog

[Review] รีวิว แกะกล่อง ลองเล่น Remax CX-01 กล้องติดรถยนต์

[Review] เจาะการใช้งาน Mazda 2 Skyactiv 1.3 High Plus (รีวิวภาคสอง)

[Review] รีวิวรถ Mazda 2 Skyactiv แบบบ้านๆ