[Update] หลังใช้ Jawbone UP รุ่นแรกมาเกือบปี และทำไมจึงเลิกใช้



Jawbone UP คือสุดยอด Activity Tracker อย่างไม่ต้องสงสัย หลายสำนักชูให้เป็นเจ้าตลาด และพิสูจน์แล้วด้วยราคาขายรุ่นใหม่ในไทย (ฮา) หนึ่งปีที่ใช้มาได้อะไรจากมันบ้าง สำคัญตรงไหน ชอบไม่ชอบ และข้อควรระวังอะไรในการใช้งาน แล้วสุดท้ายทำไมถึงเลิกใช้ ลองอ่านกันดูครับ (ตัวหนังสือล้วน แนะนำให้ค่อยๆอ่านจะได้ไม่ปวดตานะ)

ปีที่แล้วผมซื้อ Jawbone UP ให้ตัวเอง*เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าให้ตัวเอง(แก้ไขหน่อย จำวันผิด :P) ด้วยความชอบเทคโนโลยีและอยากดูแลสุขภาพบ้าง จนถึงวันนี้ก็นับได้เกินปีแล้ว ชีวิตผมเปลี่ยนไปพอสมควร ผมเริ่มออกกำลังกายจริงจัง เริ่มวิ่งจนลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนได้ ผมใส่ใจแคลอรี่ที่กินและใช้ไปในแต่ละวันมากขึ้น และสุดท้ายผอมลงหน้าเรียวจนสังเกตได้  พุงหดหยุดการนอนกรนได้ (ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ) และอื่นๆเช่นไม่เหนื่อยง่ายป่วยง่ายอะไรแบบนั้น


ตัวนับก้าวเดินสำคัญตรงไหน

มันคือการมอนิเตอร์ตัวเองได้ตลอดเวลาไงครับ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักกีฬา แค่ออกกำลังทั่วไป กินดีแค่ไหน นอนหลับสนิทแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้เพียงพอใช้ดูแลตัวเองได้แล้ว (ไม่ต้องถึงขนาดวัดอุณหภูมิหรือการเสียเหงื่ออะไรแบบนั้นก็ได้) 

แต่เทคโนโลยีแบบนี้ยังใหม่มากสำหรับคนทั่วไป บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นแฟชั่นซะมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้ามีคนถามผมว่าจะซื้อ Jawbone UP หรืออุปกรณ์พวกนี้ดีไหม ผมจะถามเค้าก่อนว่าคุณคิดว่าจะใช้ให้คุ้มได้ไหมล่ะ คุณจะรู้ไปทำไมว่าวันนึงเดินกี่ก้าว เผาผลาญแคลอรี่ไปเท่าไร นอนหลับสนิทหรือไม่ ถ้าไม่เอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์

"ความสำคัญแท้จริงของอุปกรณ์เหล่านี้ คือการทำให้เราใส่ใจตัวเองมากขึ้นไงครับ"

อย่าซื้อมาใช้เท่ๆเลยครับจะเปลืองเงินเปล่า รับรองได้ว่าไม่เกินเดือนก็เลิกสนใจแล้ว ตั้งใจหน่อย อยากผอมเหรอ ออกกำลังกายซะ ทำให้ก้าวเดินแต่ละวันถึงเป้าหมาย ลองนับแคลอรี่จากอาหารที่คุณกินเข้าไปด้วย แล้วเอามาหักลบกันให้มันน้อยกว่าที่ใช้ไปให้ได้ อยากนอนหลับให้สนิทขึ้น ลองปรับนิสัยก่อนนอน แล้วให้อุปกรณ์พวกนี้มันบอกคุณว่าหลับได้ดีขึ้นไหม อุปกรณ์พวกนี้ช่วยมอนิเตอร์ให้เท่านั้น ตัวคนใช้เองที่ต้องทำให้ประโยชน์มันเกิดนะครับ


เกริ่นมาซะยาว เข้าเรื่องหน่อย 1 ปีที่ผ่านมาประทับใจ Jawbone UP ตรงไหน

แน่ๆเลยคือรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยแบบเครื่องประดับ ใส่แล้วไม่รู้ว่าเป็น Activity Tracker เลย ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้แต่แรก

อย่างที่สองคือ แบตเตอรี่อยู่ได้ 7-10 วันจริงๆซึ่งแฮปปี้มาก ชาร์จแป้บเดียวก็เต็ม ไม่ต้องชาร์จทุกวันก็ได้ อันนี้ไม่เคยคิดว่าจะเป็นข้อดีจริงจัง ต้องใช้เองจะเข้าใจ

อย่างที่สามคือ แอพพลิเคชั่นที่สวยน่าใช้ (อาจจะน่าใช้ที่สุดแล้วในบรรดาอุปกรณ์เหล่านี้ทั้งหมด) คนออกแบบคือทีม MotionX ที่ออกแบบแอพ Nike+ Running ใครเคยใช้คงจะสัมผัสได้ถึงความงามในตัว อิอิ

นอกเหนือจากความสวยงามน่าใช้คือความฉลาดของแอพ ที่เอาข้อมูลจากตัวเครื่องมาแสดงได้ดีมาก โดยเฉพาะข้อมูลการนอน คือบอกกันชัดๆไปเลยว่าหลับตื้นกี่ชั่วโมงนาที หลับลึกกี่ชั่วโมงนาที ตื่นกลางดึกกี่ครั้ง ซึ่งมันดีมาก อีกอย่างที่ชอบมากคือคำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพ การกินการนอน ที่จะโชว์ขึ้นมาในทุกๆวันโดยดูจากข้อมูลที่เราใส่เข้าไป คือฉลาดและดีงาม นี่แหละคือสิ่งที่แอพต้องช่วยผู้ใช้ในการเอาข้อมูลจากอุปกรณ์มาปรับปรุงตัวเองซึ่งสร้างความแตกต่างได้มาก

คุณลองดูก็ได้ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ฟีเจอร์ไม่ต่างกันมาก นับก้าวเดิน บอกแคลอรี่ที่คำนวนจากข้อมูลน้ำหนักส่วนสูงอายุแล้ว จับความเคลื่อนไหวตอนนอน จะต่างกันที่รูปลักษณ์ภายนอกซึ่งก็แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน ความสำคัญแท้จริงของอุปกรณ์พวกนี้คือแอพพลิเคชั่นที่จะแปลงข้อมูลไปทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้ได้มากที่สุดต่างหาก

ยังไม่รวมการให้คะแนนอาหารการกิน คือตัวแอพนอกจากจะรับข้อมูลการก้าวเดิน การใช้พลังงานจากตัวอุปกรณ์ได้แล้ว ยังบันทึกข้อมูลอาหารการกิน การออกกำลังประเภทอื่นๆได้ด้วย คะแนนอาหารนี่มาทีหลังแต่เด็ด คือเอาข้อมูลอาหารที่เราใส่ว่ากินเข้าไป (ไม่จำเป็นต้องใส่ผ่านแอพ UP โดยตรงก็ได้นะ คือเชื่อมต่อกับ MyFitnessPal แล้วใส่จาก MyFitnessPal ซึ่งมีฐานข้อมูลอาหารเยอะกว่าก็ได้) มาแตกเป็นสารอาหารแล้วบอกเป็นคะแนนเลยว่ากินได้ดีกับสุขภาพแค่ไหน แนวคิดก้าวล้ำมากจริงๆ


ชมมาเยอะแล้ว ขอติบ้าง *ข้อควรระวังในการใช้งาน

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Jawbone UP ที่ผมใช้เป็นรุ่นที่ 2 ซึ่งออกมาตอนปลายปี 2012 เพราะรุ่นแรกที่ออกมาตอนต้นปีปัญหาเยอะมากจนต้องปรับใหม่ ซึ่งรุ่นที่ 2 นี้จะสังเกตได้ว่าตัวหนังสือด้านในของสายรัดจะแบ่งเป็นสองแถว แต่ปุ่มยังมีมุมคมอยู่ ส่วนรุ่นถัดมาก่อนจะเป็น UP24 ปุ่มจะโดนขัดมุมจนกลมไม่คมแล้ว (ผมรู้เพราะเอาไปเคลมเลยได้ตัวปุ่มไม่คมมาไงครับ)

ดังนั้นเป็นคำแนะนำสำหรับ UP รุ่นที่สองเท่านั้น ไม่ใช่รุ่นปุ่มไม่คม และไม่ใช่ UP24 นะครับ ถ้าใครจะเอาไปเป็นข้อระมัดระวังสำหรับรุ่นอื่นๆก็ได้ไม่ว่ากัน

อย่างแรกคือเฟิร์มแวร์ของตัวสายรัดจะเพี้ยนๆหน่อย ต้องรีเซ็ตหรือฮาร์ดรีเซ็ตสายรัดถึงจะหาย ผมไม่ได้เจอกับตัวแต่เจอคนบ่นเยอะมาก อาการเช่นกดเข้าโหมด activity ไม่ได้ ไฟกระพริบแปลกๆ เข้าโหมด sleep ไม่ได้ คือฮาร์ดแวร์ทุกอย่างใช้ได้ปุ่มไม่เสียไฟไม่ดับ แต่กดแล้วมันทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ลองดูวิธีรีเซ็ททั้งสองแบบจากบล็อกเก่าผมดู 


แต่ถ้าคุณโชคร้ายเจอตัวที่เฟิร์มแวร์เพี้ยนหนักจนรีเซ็ตเท่าไรก็ไม่หาย ให้รีบเอาไปเคลมด่วนครับ ผมเจอมาแล้ว และโชคร้ายที่หมดประกัน 1 ปีแล้วไม่สามารถเคลมได้อีก อาการที่ผมเจอคือแบตหมดเร็วมาก นึกถึงมือถือแอนดรอยบางยี่ห้อที่รอมเพี๊ยนจนสูบแบตหมดได้ในพริบตา อารมณ์แบบนั้นเลย แก้ไม่ได้ด้วยเพราะรุ่น UP ธรรมดามัน (ยัง) อัพเดทเฟิร์มแวร์ไม่ได้ แต่ใน UP24 อัพเดทได้แล้วนะ และฝรั่งหลายๆคนที่เจอปัญหาก็แก้ได้ด้วยการอัพเดทเฟิร์มแวร์

อย่างที่สอง ถึงจะบอกว่าใส่อาบน้ำได้ว่ายน้ำได้ แต่ที่จริงมันไม่ค่อยถูกกับน้ำ อาการคือไฟสัญลักษณ์ดับไปเลย กดสั่งงานได้แต่ไฟไม่ขึ้นอะไรแบบนั้น แนะนำว่าอย่าใส่อาบน้ำเลยครับ ใส่ล้างมือได้ โดนน้ำกระเซ็นได้ แต่อย่าให้แช่หรือโดนฉีดอัดจะดีกว่า

อย่างที่สามปุ่มพัง อันนี้ไม่รู้จะบอกให้ระวังยังไงดี จะบอกไม่ให้กดปุ่ม ซึ่งก็มีอยู่ปุ่มเดียวและยังไงก็ต้องกดบ่อยๆก็ไม่ได้ เอาเป็นว่าระวังอย่าให้ปุ่มไปกระแทกกับอะไรแรงๆบ่อยๆ และถ้าคิดว่าปุ่มกำลังจะเสียกดไม่ลง ให้รีบเอาไปเคลมเลยครับ เผื่อเวลาไว้สักเดือนนะเดี๋ยวจะหมดประกันก่อน

โดยสรุป (หัวข้อนี้ต้องสรุป) คือตัว Jawbone UP เนี่ยค่อนข้างอ่อนแอครับ ทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นอยากแนะนำให้ใช้อย่างระมัดระวังที่สุด และถ้ามีปัญหารีบเอาไปเคลมให้เร็วที่สุดจะดีกว่า ผมโทรไปถามบริษัท Wgadget ผู้นำเข้ามาขาย บอกว่าซ่อมไม่ได้นะครับ แนะนำให้ซื้อรุ่นใหม่ไปเลย ซึ่งต้องเอารุ่นเดิมที่ผมมีกับอุปกรณ์กลับไปให้เค้าให้ครบ จะได้ส่วนลด 20% ในการซื้อรุ่น UP24 อืมมมมม.. 


แล้วทำไมถึงเลิกใช้ ?

บอกก่อนเลยว่าผมไม่ได้รังเกียจ Jawbone UP นะ กลับกันผมชอบมันมากแต่ที่ต้องเปลี่ยนเพราะมันพังครับ สั้นๆเลย เริ่มจากไฟสัญลักษณ์ไม่ขึ้น สักพักปุ่มเริ่มกดไม่ลงเลยเอาไปเคลม แต่โชคร้ายพอเคลมตัวใหม่มาแล้วก็เจอตัวมีปัญหาอีกคือแบตหมดเร็วมาก แล้วหมดประกัน 1 ปีไปเรียบร้อย T-T เคลมไม่ได้อีกแล้ว ปัญหาเรื่องแบตหมดน่าจะเป็นที่เฟิร์มแวร์มันเพี๊ยน ปัญหานี้ในเว็บบอร์ดถามตอบของ Jawbone มีคนมาถามกันเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาด้วยเอาไปเคลมตัวใหม่เลย ในรุ่น UP24 ก็มีปัญหาคล้ายๆกันนี้ แต่สามารถอัพเฟิร์มแวร์เพื่อแก้ไขได้เองแล้ว (ซึ่งไม่ทำตัวอัพเฟิร์มแวร์ให้รุ่นธรรมดาสักทีเนอะ) พอจะซื้อรุ่นใหม่ UP24 ก็แพงกว่าเดิมอีก เลยตัดใจเปลี่ยนดีกว่า

อีกเหตุผลคือ ผมต้องอยากให้มันเก็บข้อมูลจากการเต้นหัวใจได้ด้วย หลังจากที่ออกกำลังมากขึ้น วิ่งมากขึ้น การนับแคลอรี่จากจำนวนก้าวเดินมันไม่พอแล้ว ต้องใช้ตัววัดชีพจรด้วย ถึงกับลงทุนซื้อนาฬิกาวัดชีพจรมาใช้เลยนะ สุดท้ายมานั่งคิดว่าเราต้องใช้อุปกรณ์หลายตัวมาก เลยเปลี่ยนดีกว่า ลดจำนวนให้เหลือน้อยชิ้นหน่อย

บล็อกหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อว่าหลังจากเลิกใช้ Jawbone UP แล้วผมเปลี่ยนไปใช้ตัวไหน และทำไมถึงเลือกอุปกรณ์ตัวนั้น … ติดตามตอนต่อไปครับ

เพิ่มเติม


สำหรับคนที่ใช้ Jawbone UP ไม่ว่าจะรุ่นไหน เจอปัญหายังไงแชร์กันได้ครับ ถ้าช่วยได้ผมก็ยินดี หรือถ้าอยากเข้าไปศึกษาหาข้อมูลเองด้วย ก็แนะนำฟอรั่มหลักสำหรับผู้ใช้ในต่างประเทศ ซึ่งจะมีคนโพสต์ถาม-ตอบ ช่วยกันแก้ปัญหาอยู่เยอะเหมือนกัน (เรียกว่ามีทุกปัญหาเลยก็ว่าได้) ลองค้นกันดูครับ



บล็อกเก่าที่เขียนรีวิว Jawbone UP ไว้


Popular posts from this blog

[Review] รีวิว แกะกล่อง ลองเล่น Remax CX-01 กล้องติดรถยนต์

[Review] เจาะการใช้งาน Mazda 2 Skyactiv 1.3 High Plus (รีวิวภาคสอง)

[Review] รีวิวรถ Mazda 2 Skyactiv แบบบ้านๆ